ไทยบูรณศึกษา

กลุ่มศึกษาทฤษฎีและการปฏิบัติแบบบูรณาการ เพื่อสุขภาวะทางกาย ใจ และจิตวิญญาณ ในตน ชุมชน และธรรมชาติ

วันจันทร์, ธันวาคม 19, 2005

 

เสวนา Integral Transformative Practice

ขอเรียนเชิญทุกท่านเข้าร่วมฟังการเสวนาในหัวข้อ "การปฏิบัติเพื่อการเปลี่ยนแปลงแบบบูรณาการ (Integral Transformative Practice)" โดยวิทยากร นพ.ธีรเกียรติ เจริญเศรษฐสิน และ พงษธร ตันติฤทธิศักดิ์ ในวันศุกร์ที่ 23 ธันวาคม 2548 เวลา 09.00น-12.00น ณ ตึก 3 ชั้น 4 ห้อง 405 (นานาชาติ) คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายแต่ประการใด

การปฏิบัติเพื่อการเปลี่ยนแปลงแบบบูรณาการ เป็นแนวการปฏิบัติที่อาศัยกรอบแนวคิดแบบบูรณาการของ Ken Wilber โดยการเข้าไปสัมพันธ์กับมิติที่สำคัญๆของมนุษย์ ได้แก่ ร่างกาย อารมณ์ที่เก็บซ่อนในใจ (shadow) จิตวิญญาณ ความสัมพันธ์ และสิ่งแวดล้อม เป็นต้น ช่วยให้เห็นว่ากรอบบูรณาการของ Ken Wilber สามารถนำไปใช้ปฏิับัิติให้เกิดประโยชน์ในชีวิตของเราได้อย่างไร

วันอาทิตย์, พฤศจิกายน 20, 2005

 

บล็อกใหม่ "ฉันรู้สึกถึงสรรพสิ่ง"

ผมทำบล็อกส่วนตัวเป็นภาษาไทยในนาม "ฉันรู้สึกถึงสรรพสิ่ง" เพิ่มขึ้นอีกหนึ่งบล็อกเพื่อเป็นพื้นที่ในการแสดงออกถึงแนวคิดบูรณาการที่ผมศึกษาค้นคว้าเป็นการส่วนตัว จะมีทั้งเรื่องส่วนตัว การปฏิบัติ และแนวคิดบูรณาการต่างๆ โดยเหตุที่ต้องตั้งบล็อกขึ้นมาใหม่อีกต่างหาก ก็เนื่องด้วย เจตนาเดิมของการตั้งบล็อกนี้ (ไทยบูรณศึกษา) เพื่อเป็นบล็อกร่วม (Group Blog) โดยไม่เอาแนวคิดของผมคนเดียวมาเป็นตัวแทนของคำว่า "บูรณาการ" แต่ทำไปๆ ก็ยังมีผมคนเดียวที่เขียน ก็เลยตั้งบล็อกใหม่เสียเลย เพื่อจะได้แสดงออกถึงแนวคิดบูรณาการที่มาจากการค้นหาของผมเอง

ส่วนบล็อกนี้ ผมจะยังปล่อยไว้เช่นนี้ อาจจะมีการอัปเดตบ้างเป็นบางครั้งบางคราว จนกว่าจะมีเพื่อนที่เข้ามาร่วมเขียนให้ตรงตามเจตนารมณ์ของบล็อกร่วมอีกครั้ง

แล้วไปพบกันที่ใหม่ http://ifeelall.blogspot.com
พงษธร (เอ๋)

วันอังคาร, ตุลาคม 11, 2005

 

ประสบการณ์ร่วมงาน ISC (2)

ข่ายพลังแห่งการตื่นรู้และภาวนาทองเล็น

ความสว่างทางจิตวิญญาณได้เกิดขึ้นภายใน เมื่อผมได้ร่วมฟังการสัมมนาของ Integral Spiritual Center ในวันที่สามของการประชุม ข่ายพลังแห่งการตื่นรู้ปกคลุมบรรยากาศของห้องประชุมซึ่งผมได้สัมผัส ได้ัรับไออุ่น และความสว่าง ไม่ใช่เพียงผมที่รู้สึกถึงข่ายพลังนี้ ทั้่ง Sally Kempton และ Ken Wilber ก็กล่าวถึงข่ายพลังนี้เช่นกันในเวป Integral Spiritual Center
และผมคิดว่าด้วยบรรยากาศเช่นนี้เอง ที่ทำให้ Ken Wilber นำพวกเราที่เข้าร่วมการประชุม ภาวนาทองเล็น
ซึ่งเป็นการภาวนาในแบบทิเบตในฝ่ายกรุณา โดยการรับเอาความทุกข์ของผู้ือื่นเข้ามาอยู่ในตัวเรา และส่งความสุขกลับไปสู่บุคคลนั้น

การภาวนาทองเล็นโดยทั่วไปมีขั้นตอนดังต่อไปนี้

  1. จินตนาการถึงแสงสว่างแห่งการตื่นรู้ ประดุจดั่งดวงอาทิตย์ เข้ามาทางกระหม่อม และอาบกายและใจเราไปทั้งตัว จนเป็นกายใจแห่งการตื่นรู้
  2. จากนั้นจินตนาการถึงบุคคลที่เรารัก (หรือศัตรู) ที่กำลังเผชิญกับความทุกข์ทางกาย ทางใจ เห็นภาพเขาในจินตนาการ แล้วเห็นถึงความทุกข์ของเขาเปรียบเสมือนควันดำที่คละคลุ้งภายในตัวเขา เราหายใจเข้าเพื่อสูดเอาควันดำนั้นเข้ามา ผ่านช่องจมูก โพรงจมูก ลงมาที่ลำคอ และเข้าสู่กลางหัวใจของเรา เราสัมผัสและรับรู้ถึงความทุกข์ของเขาอย่างลึกซึ้ง และความทุกข์นั้นก็เป็นความรู้ึสึกที่เกิดขึ้นในตัวเราด้วย เรารับเอาความทุกข์นั้นเข้ามา
  3. ด้วยการภาวนาที่เราอาบไปด้วยแสงสว่าง ควันดำนั้นคลายจางและแปรเปลี่ยนเป็นควันแห่งแสงสีขาว เป็นสัญญะแห่งการตื่นรู้ การข้ามพ้น เป็นอิสระเหนือทุกข์ เราหายใจออกเพื่อให้เขาได้รับควันแสงขาวนั้นกลับไป แล้วพบว่าเขาผลันมีความสุขพ้นจากทุกข์นั้นด้วยควันแห่งแสงสีขาวนี้
  4. จินตนาการต่อไปว่า เขาผู้นั้นไ้ด้รับความพ้นทุกข์นี้แล้ว สามารถแปรเปลี่ยนได้ถึงระดับโครงสร้างทางจิตด้วย (แล้วแต่ว่าเราจะใช้โครงสร้างจิตในระบบใด เช่นถ้าเป็นระบบของ Spiral Dynamics ก็เปลี่ยนจากสีแดง ไปเป็นสีน้ำเงิน หรือถ้าเป็นระบบของ Kegan ก็เปลี่ยนจากจิตลำดับที่สาม ไปสู่จิตลำดับที่สี่ หรือถ้าเป็นระบบของ Maslow ก็เปลี่ยนจาก Self-esteem ไปเป็น Self-actualization เ็ป็นต้น)
ข่ายพลังแห่งการตื่นรู้และการภาวนาทองเล็นทำให้งานประชุมวันนั้นเป็นวันที่พิเศษมากๆสำหรับผม และผมก็เชื่อเช่นกันว่าทุกคนที่เข้าร่วมคงจะได้สัมผัสความงอกงามทางจิตวิญญาณตามวิถีของตนแตกต่างกันออกไป
แต่สิ่งที่เราสัมผัสร่วมกันแน่นอนก็คือ ความรัก ความเป็นกันเอง และความอบอุ่น ของกันและกันในงาน

วันจันทร์, กรกฎาคม 18, 2005

 

ประสบการณ์ร่วมงาน ISC (1)

ผมไม่คาดคิดว่าการเดินทางมาเยือนอเมริกาครั้งแรกของผม (มิถุนายน-สิงหาคม 2548) จะ่คุ้มค่ามากเพียงนี้ มิเพียงแต่จะได้เรียนรู้เครื่องมือวิจัยที่พัฒนาขึ้นโดย Prof.Robert Kegan จากมหาวิทยาลัย Harvard แล้ว ผมยังได้มีโอกาสเดินทางไปร่วมงานประชุมครั้งแรกของ Integral Spiritual Center (ISC) ที่ Denver อีกด้วย

ลำพังใช้ทุนของผมเองคงไม่มีโอกาสได้ไปหรอกครับ โชคดีที่ผมตัดสินใจส่งจดหมายเข้าร่วมชิงรางวัล "Fly you to Boulder" ของเวปไซด์ Integralnaked.org แล้วเขาก็ิพิจารณาให้ผมชนะรางวัลนี้ เท่าที่ผมทราบ ผมเป็นคนที่สองที่ชนะรางวัลนี้ และคุณสมบัติที่ทำให้ผมชนะก็คือ การแสดงความกระตือรือร้นในการไปร่วมงานของ Integral Institute (I-I) ความรู้เกี่ยวกับ Kegan และ blog ส่วนตัวของผม ที่คนในทีมงาน IN บางคนติดตามอ่านมาตั้งแต่แรก นี่คือโชคชั้นที่หนึ่งครับ

หลังจากที่ทีมงาน IN โทรมานัดหมายการเดินทางกับผม ผมได้ถามเขาไปว่า พอจะมีทางที่ผมจะได้ร่วมงานประชุม Integral Spiritual Center ได้บ้างหรือไม่ เพราะก่อนหน้านี้ ผมทราบมาว่าจะมีการประชุมกันของคุรุทางจิตวิญญาณจากหลายสายเป็นครั้งแรกของ I-I ในช่วงปลายเดือนมิถุนายน ซึ่งเป็นช่วงเวลาใกล้ๆกับที่เขาจะให้ผมเดินทางไป Boulder พอดี เขาเอาเรื่องนี้เข้าที่ประชุมซึ่งมีทั้ง เคน วิลเบอร์ ทีมงาน IN และทีมงาน ISC แล้วเห็นว่าเป็นโอกาสดีสำหรับผมในการเดินทางมา Boulder แล้วได้ร่วมงานนี้ด้วยในคราวเดียวกัน ในที่ประชุม Casey Capshaw ผู้จัดการเวป IN ก็เกิดปิ๊งไอเดียว่าจะให้ผมเขียน blog เกี่ยวกับการประชุมครั้งนี้ด้วย นี่ก็เลยเป็นที่มาของโชคชั้นที่สองของผมที่ได้ร่วมงานครั้งแรกของ ISC (และเป็นงานครั้งใหญที่สุดของ I-I)

แต่ผมไม่มีโอกาสเข้าร่วมในทุก session ของการประชุมหรอกครับ ผมได้เข้าเพีียงแค่งานเลี้ยงอาหารค่ำในวันที่สองของการประชุม และงานประชุมแถลงข่าวต่อสาธารณะในวันที่สามเท่านั้นครับ แม้กระทั่งคนในของ I-I เองก็ยังไม่สามารถเข้าได้เลยครับ เท่าที่ทราบมา การประชุมในครั้งนี้ เป็นการผลัดกันสอน ผลัดกันเรียน ระหว่างคุรุทางจิตวิญญาณสายต่างๆ และแลกเปลี่ยนข้อมูลซึ่งกันและกัน ภายใต้กรอบบูรณาการของเคน วิลเบอร์ ด้วยเหตุนี้เขาจึงกันที่ให้เพียงคุรุทางจิตวิญญาณกับคนที่เขาคัดเลือกเพียงบางคนเท่านั้นครับ

แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าผมจะไม่ได้สัมผัสแก่นทางจิตวิญญาณของงานนะครับ ตรงกันข้าม ผมได้รับประสบการณ์ ความงาม และแสงสว่างในใจจากการร่วมงานในครั้งนี้อย่างมากมาย และนับเป็นประสบการณ์ที่ดีที่สุดครั้งหนึ่งในชีวิตของผมเลยทีเดียว ซึ่งผมจะทยอยแบ่งปันประสบการณ์ใน blog นี้ไปเรื่อยๆนะครับ

วันพุธ, มิถุนายน 22, 2005

 

Integral Spiritual Center Grand Opening!

วันนี้ Integral Spiritual Center
เปิดตัวเป็นครั้งแรกครับ ท่านสามารถเข้าไปเยี่ยม ISC
ได้ที่ http://integralspiritualcenter.org

และท่านสามารถเข้าไปอ่าน blog ที่ผมเขียนในฐานะเป็น
"ผู้สื่อข่าว" ได้ที่ http://www.injournals.org/isc
ครับ

วันพุธ, มิถุนายน 15, 2005

 

Integral Spiritual Center

ห่างหายไปเสียนานจาก blog นี้ครับ ผมเดินทางมาศึกษาแนววิจัยเชิงคุณภาพทางจิตวิทยา ที่เรียกว่า Subject-Object Interview ของ Robert Kegan และคณะ ที่ Washington DC และกำลังจะมีโอกาสที่ดีที่จะได้เข้าร่วมงานประชุมของ Integral Spiritual Center ที่จะจัดขึ้นที่ Denver โดย Integral Institute เนื่องจากผมชนะการแข่งชิงรางวัลตั๋วเครื่องบินไป Boulder ของ IntegralNaked.org ในช่วงเวลานี้พอดี ทำให้เขามีแนวคิดที่จะให้ผมเขียนเล่าประสบการณ์ใน INJournals.org ด้วยครับ

ผมตั้งใจว่าจะถ่ายทอดประสบการณ์ที่ได้เข้าร่วมประชุมในคราวนี้เป็นภาษาไทยให้พวกเราคนไทยได้รับรู้ด้วยครับ ท่านสามารถติดตามอ่านได้ที่นี่ ส่วนภาษาอังกฤษผมจะเขียนใน blog ของส่วนตัีวของผม (http://pongsathorn.blogspot.com) และ blog ใน INJournals.org ครับ

วันอาทิตย์, เมษายน 03, 2005

 

ทฤษฎีบูรณาการของ Ervin Laszlo

ต้องขอบคุณ Coolmel ที่เขียน blog เล่าข่าวคราวหนังสือเล่มล่าสุดของ Dr.Ervin Laszlo ชื่อ Science and the Akashic Field : An Integral Theory of Everything โดยมี Deepak Chopra เขียนคำนิยมให้ว่าเป็น “The most brilliant, comprehensive, and intellectually satisfying integral theory of everything that I have ever read.” น่ายินดีที่เราจะได้เรียนรู้ทฤษฎีบูรณาการจากมุมมองของนักทฤษฎีคนอื่นๆ นอกเหนือไปจากแนวคิดของ Ken Wilber


Dr.Ervin Laszlo

Dr.Ervin Laszlo เป็นนักปรัชญาวิทยาศาสตร์ที่มีชื่อเสียงและได้รับการยอมรับในระดับโลก เป็นผู้บุกเบิกวิทยาศาสตร์ระบบและทฤษฎีวิวัฒนาการในยุควิทยาศาสตร์สมัยใหม่ เคยดำรงตำแหน่งเป็นประธานของ International Society for the Systems Sciences ปัจจุบันเขาเป็นที่ปรึกษาของผู้อำนวยการ UNESCO และดำรงตำแหน่งประธาน Club of Budapest ที่เขาก่อตั้งขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 1993 มีวัตถุประสงค์เพื่อบูรณาการวิทยาศาสตร์ ศิลปะ และจิตวิญญาณเข้าด้วยกัน เพื่อหาทางออกในกับปัญหาต่างๆของมนุษย์อย่างเป็นองค์รวม (ดูประวัติเพิ่มเติมคลิ๊กที่นี่)

วันพฤหัสบดี, มีนาคม 31, 2005

 

FAQ: ทฤษฎีบูรณาการ VS พุทธธรรม

ประเด็นที่ผมมักจะได้ยินคนถามบ่อยๆเมื่อฟังเรื่องของเคน วิลเบอร์ก็คือ ทฤษฎีบูรณาการของเขาดีกว่าความรู้ในพุทธศาสนาตรงไหน ผมคิดว่าเราคงต้องย้อนกลับไปดูถึงที่มาของบุคคลที่คิดค้นทั้งสองคนคือ พระสมณโคดม และ เคน วิลเบอร์ เสียก่อน

พระสมณโคดม หรือพระพุทธเจ้าท่านต้องการสืบค้นว่า "ทำอย่างไรจึงจะพ้นจากทุกข์" คำถามนี้เกิดขึ้นในใจของท่านนับตั้งแต่ที่ท่านได้เห็น คนแก่ คนเจ็บ คนตาย และนักบวช จึงทำให้ท่านแสวงหาหนทางแห่งการหลุดพ้นจากห้วงแห่งความทุกข์เหล่านี้ โดยการออกบวช และปฏิบัติสมาธิตามสายต่างๆ ท่านพบว่าเมื่อออกจากสภาวะสมาธิ ความทุกข์ก็ยังเกิดขึ้นอีก จนในที่สุดท่านเลือกทางสายกลางจนถึงที่สุดแห่งทุกข์ ค้นพบอริยะสัจสี่ คือ ทุกข์ เหตุแห่งทุกข์ การดับทุกข์ และหนทางสู่การดับทุกข์ จะเห็นได้ว่าท่านสืบค้นในเรื่อง "ทำอย่างไรจึงจะพ้นจากทุกข์" มาโดยตลอด องค์ความรู้ทั้งหมดที่อยู่ในพระไตรปิฎกเมื่อสรุปลงแล้วก็เพื่อตอบคำถามนี้คำถามเดียว

ในขณะที่เคน วิลเบอร์ไม่ได้ตั้งคำถามและสืบค้นเหมือนกับพระพุทธเจ้า วิลเบอร์สืบค้นว่า "ทำอย่างไรให้ทุกคนถูกต้อง" หรือ "ทำอย่างไรให้ทุกคนมีที่ยืนอย่างมีความหมาย" นับตั้งแต่หนังสือเล่มแรกของวิลเบอร์ The Spectrum of Consciousness จนถึง Sex, Ecology, Spirituality ทฤษฎีของเขาเมื่อสรุปลงแล้วก็เพื่อตอบคำถามนี้คำถามเดียว แนวคิดของเขาวางอยู่บน meta-paradigm คือ "Everybody is right" นั่นคือทุกคนถูกต้อง ทุกคนมีที่ยืนอย่างมีความหมาย

เพราะฉะนั้นองค์ความรู้ที่ปรากฎออกมาภายหลังจากการสืบค้นของบุคคลทั้งสองจึงมีลักษณะที่ต่างกัน ต้องการตอบคำถามที่ต่างกัน หากใช้คำพูดที่คุณหมอธีระเกียรติมักพูดบ่อยๆก็คือ "ไม่มีใคร freer ไปกว่าพระพุทธเจ้า" นั่นคือ ต่อให้วิลเบอร์จะหาคำตอบอย่างไรก็ไม่มีทาง "freer" ไปกว่าพระพุทธเจ้าแน่นอน แต่คุณค่าที่วิลเบอร์ได้สร้างให้กับพวกเราก็คือ เราจะอยู่ในโลกนี้อย่าง "fuller" ได้อย่างไร แน่นอนเราไม่มีทางพบเรื่อง สมอง หรือพัฒนาการในวัยเด็กในพระไตรปิฎก เพราะนั่นไม่ใช่สิ่งที่พระพุทธเจ้าต้องการหาคำตอบ

ประเด็นนี้มักเกิดขึ้นเป็นประจำเนื่องด้วย แผนที่ของวิลเบอร์ก็ได้รวมเอา "โลกุตตระ" หรือ "นิพพาน" ที่ค้นพบโดยพระพุทธเจ้าเข้าไว้ในแผ่นที่ของเขาด้วย และนี่มักเป็นประเด็นที่ทำให้เกิดคำถามขึ้น

ผมคิดว่าหากเราเรียนรู้ที่จะฟังทั้งในด้าน "freer" และ ด้าน "fuller" แล้ว เราคงจะสามารถดำเนินชีวิตในโลกนี้ได้อย่างมีความสุขและเป็นอิสระเหนือโลกไปพร้อมๆกัน

วันพุธ, มีนาคม 30, 2005

 

ควันหลงการนัดพบกันครั้งแรกของกลุ่ม TIS

เมื่อวันอาทิตย์ที่ 27 มีนาคม 2548 ที่ผ่าน พวกเรากลุ่ม Thai Integral Studies ได้มาพบปะพูดคุยกันเป็นครั้งแรก โดยมีคุณหมอธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ เป็นวิทยากรที่ช่วยแนะนำให้เรารู้จักงานของ Ken Wilber และได้ลงลึกในประเด็น Eight Primordial Perspectives หรือ "แปดมุมมองเดิมแท้" ของสรรพสัตว์ และองค์ประกอบพื้นฐานของทฤษฎีบูรณาการของ Wilber คือ Quadrants, Lines, Levels, States, Types

นอกจากนี้เรายังพูดคุยกันในประเด็น Subject-Object relation ที่ Prof.Robert Kegan จากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ได้อธิบายไว้ในหนังสือ The Evolving Self ว่าเป็นแก่นสำคัญของวิวัฒนาการของจิต ซึ่ง Wilber อาศัยแนวคิดของ Kegan อย่างมากในงานช่วงหลังๆของเขา (เพื่อนๆสามารถเข้าไปอ่านบทความของ Kegan ที่ช่วยแนะนำให้เรารู้จักทฤษฎีของเขามากขึ้นได้โดยคลิ๊กที่นี่)


Ken Wilber


Prof.Robert Kegan

ประโยคที่สำคัญของ Kegan ที่คุณหมอกล่าวถึงคือ "the subject of one level becomes the object of the subject of the next"

Psychotherapy และ Spirituality ก็อาศัยหลักการ Subject-Object นี้ทั้งสิ้น กล่าวคือ สำหรับ psychotherapy เราบำบัดรักษาอาการป่วยทางจิตโดย "objectify" ความเจ็บปวดและเรื่องราวที่เราเจ็บปวดนั้นๆได้ และสำหรับ spirituality เราตระหนักรู้ในทุกๆ object ที่เกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป หรือที่เรียกว่า "Pure Witnessing" "I-I" หรือ "Absolute Subjectivity"

นอกจากนี้ยังมีอีกหลายประเด็นที่คุณหมอกล่าวถึง ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง Lucid Dreaming หรือ Dream Yoga (อ่านบทความเรื่อง Lucid Dreaming and Meditation ของ Alan Wallace โดยคลิ๊กที่นี่) หรือ enneagram เป็นต้น

นับว่าเนื้อหาที่พูดคุยกันนั้นเข้มข้น ลึกซึ้งอย่างยิ่ง แต่ด้วยท่าทีและมุขขำๆของคุณหมอ ทำให้การเสวนาดำเนินไปด้วยความสุขและเบิกบาน เป็นการเริ่มต้นพบกันของกลุ่ม TIS ที่ยอดเยี่ยมเกินคาด และหวังว่าทุกท่านคงจะมาร่วมเสวนาพูดคุยกันอีกในครั้งต่อๆไปนะครับ

วันศุกร์, มีนาคม 11, 2005

 

กระแส Blog ในโลก Integral

Trend ที่กำลังมาสำหรับชาว integral ในอินเตอร์เน็ตตอนนี้เห็นจะไม่มีอะไรแรงไปกว่าการเขียน blog

blog คืออะไร อาจพอจะสรุปง่ายๆว่าคือการเขียน diary ลงในเวปไซด์ หรือเขียนความคิด เขียนข่าว หรือแม้แต่เป็น webboard แบบใหม่ ก็แล้วแต่ว่าใครจะประยุกต์ใช้

ชาว integral เขาใช้ blog เพื่อเป็นการสำรวจ ทบทวนตนเอง และบันทึกประสบการณ์ต่างๆ ผ่านเลนส์แบบ AQAL หรือ All Quadrants, All Levels, All Lines, All States, All Types นอกจากนี้ยังเป็นการเคลื่อนไหวเชิงบูรณาการ ทั้งในระดับกายไปจนถึงจิตวิญญาณ ผ่านโลก cyberspace

นักเขียน blog (หรือ blogger) ที่ "integrally-informed" ได้แก่ coolmel, Vince, ebuddha, Ryan, shawn, หรือศิลปินอย่าง Kenji Williams, Ottmar Liebert, Ed Kowalcyzk, Tripp Lanier เป็นต้น

ตอนนี้ผมเองก็ติดเขียน blog อยู่เหมือนกันครับ (pongsathorn's blog) ยิ่งเขียนก็ยิ่งได้ทบทวนตนเอง บันทึกความคิดและประสบการณ์ เป็นการเยียวยาและเิติบโตไปพร้อมๆกัน ท่านใดสนใจก็ลองเข้าไปสมัครเขียนเล่นๆีได้ที่ www.blogger.com หรือ www.typepad.com หรือแบบไทยๆ M Blog ของผู้จัดการออนไลน์

Archives

ตุลาคม 2004   พฤศจิกายน 2004   ธันวาคม 2004   มกราคม 2005   กุมภาพันธ์ 2005   มีนาคม 2005   เมษายน 2005   มิถุนายน 2005   กรกฎาคม 2005   ตุลาคม 2005   พฤศจิกายน 2005   ธันวาคม 2005  

This page is powered by Blogger. Isn't yours?